Download เอกสาร หรือ อ่านแบบ Acrobat Reader
ตรวจสอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และการเจรจา
(ตอนที่ 2)
โดย ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์
นักวิจัยระดับผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
6 ตุลาคม 2552
ท้าวความในตอนแรก ได้เขียนถึง “ความผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นในรัฐสภาไทย เมื่อมีการประชุมร่วม ส.ส. และ ส.ว. สมัยสามัญนิติบัญญัติ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 เป็น “ความผิดพลาด” ที่หากไม่แก้ไข ก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย โดยในวันนั้นรัฐสภาได้พิจารณา เรื่อง “กรอบการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา และกลไกอื่นๆ ภายใต้กรอบนี้” แล้วมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 409:7 เสียง ข้อสรุปของข้อเขียนในตอนแรกคือ การเสนอขอให้เพิกถอนมติ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นมติด้วยเสียงข้างมาก แต่เป็นมติที่ผิด เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เรื่องนี้จะเป็นอุทธาหรณ์ และมีผลต่อการที่รัฐบาลจะนำเรื่องบันทึกการประชุมตามกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (ซึ่งต่อไปจะเรียก JBC ) และข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา ฉบับร่างเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2552 ณ กรุงพนมเปญ เข้ารัฐสภาครั้งต่อไปไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม
ในตอนที่ 2 นี้ จะขอให้มหาชนช่วยกันตรวจสอบ JBC
อำนาจและหน้าที่ของ JBC : JBC ไทย-กัมพูชา มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดใน MOU 2543 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับ รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก แต่มี 2 ข้อที่เกี่ยวข้องกับการใช้กลไก JBC โดยอิงเรื่องอำนาจหน้าที่ และนำไปสู่คำถามเรื่อง “ความผิดพลาด” ที่เกิดขึ้นในรัฐสภาไทย คือ
“... (ข) พิจารณาและรับรองแผนแม่บท และข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วม
(ค) กำหนดความเร่งด่วนของพื้นที่ ที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ”
โครงสร้างและองค์ประกอบของ JBC ฝ่ายไทย : มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ผู้อำนวยการกองเขตแดนของกระทรวงการต่างประเทศเป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการอื่นๆ ประกอบด้วย เลขาธิการสภาความมั่นคง เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารสูงสุด เจ้ากรมแผนที่ทหาร เจ้ากรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ อธิบดีและรองอธิบดีกรมสนธิสัญญาทางกฏหมายกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น
โครงสร้างและองค์ประกอบเช่นนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า แม้จะมีความรับผิดชอบกันทั้งคณะ แต่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้นที่เป็นเจ้าภาพหลักของเรื่อง
ปัจจุบัน ประธาน JBC ชื่อ นายวศิน ธีรเวชญาณ มีข้อมูลของสำนักข่าวไทยที่จะทำให้รู้จักประธานได้มากขึ้น ดังนี้
“ดอนเมือง 21 ต.ค. 2551 นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. วันนี้ (21 ต.ค. 2551) ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแต่งตั้ง นายวศิน ธีรเวชญาณ อดีตเอกราชฑูต ณ กรุงโซล และอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทย และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทย
ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งของ รมช.ต่างประเทศ แต่เนื่องจากยังไม่มี รมช.ต่างประเทศ ครม.จึงแต่งตั้งนายวศิน มาเป็นผู้ดำเนินการ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบกรอบการเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา และจะนำเสนอต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญต่อไป”
การใช้กลไก JBC โดยอิงเรื่องอำนาจหน้าที่ของ JBC แก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา : จากอำนาจหน้าที่ของ JBC ที่กล่าวมาข้างต้น นำมาสู่การสร้าง “ข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหาร” เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2551
สาระสำคัญของข้อตกลงชั่วคราวฯ ฉบับนั้น มีข้อหนึ่งระบุว่า “2.4. ให้ JBC กำหนดพื้นที่ ที่จะทำให้อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนภายใต้แผนแม่บท และข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ของ JBC และทำให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมก่อนที่ชุดสำรวจจะเริ่มงาน”
บรรยากาศในรัฐสภาไทย วันที่ 28 ตุลาคม 2551 : กลุ่มประชาชนชาวไทยผู้เป็นตัวแทนประเทศไทยยื่นหนังสือแจ้งเพื่อทราบและคัดค้าน “กรอบการเจรจาด้านการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ตลอดแนวในกรอบ JBC และกลไกอื่นๆ ภายใต้กรอบนี้” ยังนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาไว้ เพราะไม่วางใจข้อมูลและเอกสารที่ JBC จะนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัดค้านเรื่องแผนที่ หากจะมีการใช้แผนที่ของกัมพูชา 1:200,000 หรือที่เรียกว่า Annex I ซึ่งทางกลุ่มประชาชนกลุ่มนี้ท้วงติงด้วยเหตุผลที่มาจากการศึกษาและทำรายงานเผยแพร่ต่อสาธารณะ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เรื่อง “แผนที่ฝรั่งเศสทำแต่ฝ่ายเดียว!” เพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการ ใช้ในการคัดค้านแผนที่ฉบับดังกล่าว
กลุ่มประชาชนฯ ไม่ได้รับข้อมูลหรือคำตอบใดๆ กลับแม้หลังจากวันนั้น รับรู้แต่เพียงว่าเป็นการประชุมลับ!
อย่างไรก็ตาม จากวิธีการและกระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชน จึงทำให้ได้รับข้อมูลและเอกสารแจกในที่ประชุมของวันนั้นต่อมาในภายหลัง เป็นเอกสารภาษาอังกฤษ ภายใต้ชื่อว่า Terms of Reference and Master Plan for The Joint Survey and Demarcation of Land Boundary between the
เช่นเดียวกัน เอกสารนี้ให้ความชัดเจนอีกด้วยว่า JBC ทำเกินอำนาจหน้าที่ของตน ตรวจสอบได้ว่า ได้ระบุถึงแผนที่ที่จะใช้ ว่า “(hereinafter referred to as “the Maps of 1:200,000”)”…นั่นเป็นการตรวจสอบที่พบ จุดที่ 1
ตรวจสอบการทำเกินอำนาจหน้าที่ของตน จุดที่ 2 ในเอกสารนี้ อยู่ที่การระบุพื้นที่สำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งระบุเพิ่มพื้นที่ตอนที่ 6 เขาสัตตะโสม และพื้นที่ตอนที่ 7 ช่องบก ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเหนือจากพื้นที่ของ 73 หลักตามสันปันน้ำนั้น และการสำรวจจัดทำหลักเขตแดนเก่าที่แล้วเสร็จมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หากแต่ในขณะนี้มีการชำรุด สูญหาย และเคลื่อนที่
นอกจากนี้ขั้นตอนและความหมายทางหลักวิชาการนั้น คำว่า “สำรวจและจัดทำหลักเขตแดน” แตกต่างกับ “การปักปันเขตแดน” แตกต่างอย่างไร และกระทรวงการต่างประเทศมีเจตนาอย่างไร ข้าพเจ้าได้เขียนเหตุผลอธิบายไว้ในบทความชื่อ การปักปันเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จหรือ? เผยแพร่ต่อสาธารณะตั้งแต่คัดค้านการทำแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ฉะนั้นการทำงานของ JBC ในพื้นที่ตอนที่ 1-5 ซึ่งเป็นเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน 73 หลัก จึงต่างจากการทำงานในพื้นที่ตอนที่ 6 และ 7 เมื่อเป็นดังนี้ไม่สมควรกล่าวได้เลยว่า JBC ได้ปฏิบัติตามหลักการและวัตถุประสงค์ของ MOU 2543 ที่คณะรัฐมนตรีมีมตินำกรอบการทำงานนี้เข้าพิจารณารับความเห็นชอบจากรัฐสภา ไล่ย้อนขึ้นไปก็จะเกิดความสงสัยขึ้นเรื่อยๆ และถ้าไล่ย้อนกลับลงมาก็จะเกิดคำถามกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ปราสาทพระวิหารหรือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเช่นกัน ว่าทำตามขั้นตอนหรือไม่ เป็นไปตามหลักการของ MOU 2543 หรือไม่อย่างไร รวมทั้งการปฏิบัติงานในพื้นที่ได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ถึงแม้ JBCจะหาทางออกทุกครั้งว่า “ ข้อตกลงนี้จะไม่กระทบต่อสิทธิทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในกรอบทาง JBC ” ก็ไม่มีทางรอดที่จะต้องตรวจสอบความถูกต้อง และต้องตอบคำถามของสังคมให้ได้ว่าคนไทยทำอย่างนี้กันเพื่ออะไร
ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าควรยกเลิกการเจรจาหรือข้อตกลงใดๆ ภายใต้ JBC ถ้าหาก JBC ฝ่ายไทยยังทำตัวเสมือนเอื้อประโยชน์ให้กัมพูชาตามหลักฐานเอกสารที่ปรากฏเช่นนี้
จึงขอให้คณะรัฐมนตรี ช่วยกันแก้ไขเยียวยาประเทศ มิฉะนั้นประชาชนจะดำเนินการใช้สิทธิทางศาลและที่พึ่งอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎบัตรสหประชาชาติ
( และขอเตือนมาเฉพาะกับ JBC ฝ่ายไทยว่า เกมนี้เลิกเล่นมุกเรื่อง “ไทยยอมรับแผนที่กัมพูชา” อีกเด็ดขาด! )