คัดค้านขึ้นศาลโลก โดย ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล
เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ศาลโลกหรือภาษาทางการเรียกว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แถลงข่าวอย่างไม่เป็นทางการจากกรุงเฮกว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาได้ยื่นคำร้องขอให้มีการตีความคำพิพากษาของศาลฯ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ในคดีประสาทพระวิหาร (ระหว่างกัมพูชากับไทย) การยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการ เปิดคดีใหม่ พร้อมกันนั้น กัมพูชาก็ได้ขอให้ศาลฯ สั่งคุ้มครองชั่วคราวและเปิดการพิจารณาคดีใหม่
ขั้นตอนและกระบวนการของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
การเตรียมต่อสู้คดีต้องเริ่มโดยศึกษาคำร้องของกัมพูชาที่มีถึงศาลฯ เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นขั้นตอนที่หนึ่ง
๑. เมื่อได้รับคำร้อง เจ้าหน้าที่ศาลฯ จึงแถลงข่าวให้ทราบอย่างไม่เป็นทางการ (press releases)
๒. กระบวนการต่อไปเป็นภาคคำคู่ความเป็นลายลักษณ์อักษร (written proceedings) แบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอนดังนี้
๒.๑ ศาลฯ จะมีคำสั่งให้กัมพูชายื่นคำฟ้อง (Memorial) โดยมีรายละเอียดในประเด็นที่ขอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ ภายในเวลาที่ศาลจะเป็นผู้กำหนด
๒.๒ ในคำสั่งเดียวกันนั้น ศาลฯ จะขอให้อีกฝ่ายซึ่งในกรณีนี้ ได้แก่ ไทยตอบโต้โดยส่งเอกสารแก้คำฟ้อง (Counter Memorial)
๒.๓ ขั้นตอนต่อไปคือศาลฯ ให้โอกาสกัมพูชาตอบโต้คำแก้คำฟ้องของไทย (Reply)
๒.๔ ไทยมีโอกาสยื่นคำตอบโต้เขมรอีกครั้งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย (Rejoinder)
๓. เมื่อผ่านขั้นตอนภาคลายลักษณ์อักษรแล้ว จึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีด้วยวาจา (Oral proceedings) ซึ่งมี ๔ ขั้นตอนตามลำดับและรูปแบบเดียวกับภาคคำคู่ความเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อ ๒.
อนึ่ง ในการต่อสู้คดี ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอนุญาตให้คู่คดีแต่ละฝ่ายแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบ (Judge ad hoc) ฝ่ายละ ๑ ท่านทำหน้าที่เฉพาะคดีนั้นๆ แต่ทั้งนี้ มีข้อจำกัดว่าผู้พิพากษาที่คู่คดีแต่งตั้งต้องไม่เป็นคนชาติเดียวกับผู้พิพากษาประจำ เนื่องจากศาลฯ มีกฏระเบียบว่า ต้องไม่มีผู้พิพากษาชาติเดียวกันเกินกว่า ๑ ท่านในการพิจารณาคดี
ท่าทีของไทยและการเตรียมการต่อสู้คดี
สิ่งแรกที่ไทยควรปฏิบัติคือศึกษาคำร้องของกัมพูชาอย่างละเอียด และเตรียมต่อสู้ในชั้นแรกโดยยืนยันว่าศาลฯ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือตีความคำพิพากษาของศาลฯ ในคดีปราสาทพระวิหาร ตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไทยต้องไม่ละเลยการคัดค้านอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งไทยมิได้มีปฏิญญาประกาศรับอำนาจพิจารณามาเป็นเวลากว่าห้าทศวรรษ ไทยต้องยืนยันสถานภาพของตน ครั้งนี้ กัมพูชาต้องการรื้อฟื้นและขยายขอบเขตคำพิพากษาเดิมที่ไทยไม่เคยยอมรับ ไทยได้คัดค้านอำนาจศาลฯ มาโดยตลอด และได้ตั้งข้อสงวนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฉะนั้น หากมีการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ไทยก็อาจใช้เป็นเวทีขอให้ศาลฯ ยกเลิกคำพิพากษาเดิมเป็น Annulment Proceedings ในเมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายร้องขอเปิดคดีใหม่ ไทยควรใช้โอกาสนั้นขอให้ศาลฯ ยกเลิกหรือแก้ไขคำพิพากษาโดยยืนยันใหม่ว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตแดนราชอาณาจักรไทยภายใต้อธิปไตยของไทยแต่ผู้เดียว
แต่วิธีการที่แนบเนียนกว่าการต่อสู้ในสาระสำคัญคือการคัดค้านอำนาจศาลฯ ทั้งนี้ เพราะไทยมิได้เคยรับอำนาจมาช้านานแล้ว นอกจากนั้น กัมพูชายังยอมรับว่าคำร้องเป็นการริเริ่มคดีใหม่ ศาลฯ ยิ่งหมดอำนาจพิจารณาพิพากษา ฉะนั้น ในมุมมองนี้ ไทยจึงไม่ควรไปสู้คดีขั้นเนื้อหาอย่างรีบด่วน เพราะจะเป็นการยอมรับอำนาจศาลฯ โดยมิได้รับความยินยอมเห็นชอบจากรัฐสภา และโดยปราศจากประชามติ
อนึ่ง ไทยชอบที่จะยื่นคำคัดค้านอำนาจศาลฯ (Preliminary Objection to the Jurisdiction) อย่างชัดเจนและรีบด่วน ซึ่งจะกระทำได้ภายในกำหนดเวลาการยื่นคำแก้ฟ้อง (Counter memorial) แทนคำแก้ฟ้องนั่นเอง หากเพิกเฉย ศาลฯ อาจเข้าใจได้ว่าไทยไม่คัดค้านและดำเนินการพิจารณาโดยไทยซึ่งเป็นคู่คดีขาดนัด
ขณะนี้กระบวนการพิจารณาของศาลฯ เพิ่งจะเริ่ม ศาลฯ อาจหารือเป็นการภายในกับคู่กรณีว่าจะกำหนดให้มีการยื่นคำคู่ความ (Written Proceedings) เป็นลายลักษณ์อักษรมากน้อยเพียงใด โดยที่กัมพูชาเพิ่งยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ และศาลฯ ได้ออกแถลงข่าวอย่างไม่เป็นทางการในวันเดียวกัน กระบวนการขั้นต่อไปคือ ศาลฯ ต้องมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้องขอของกัมพูชา และในคำสั่งเดียวกันนั้น ศาลฯ ต้องกำหนดระยะเวลาให้กัมพูชายื่นคำฟ้องในรายละเอียดเกี่ยวกับคำร้องให้ตีความคำพิพากษาดังกล่าวเพื่อให้คู่กรณีคือไทยมีโอกาสตอบโต้เป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน
จากนั้น ศาลฯ อาจสั่งให้คู่กรณียื่นคำแก้ต่างตอบโต้กันได้อีกหนึ่งรอบ และให้ฝ่ายโจทก์คือกัมพูชาตอบคำแก้ฟ้องของไทยภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ และให้ฝ่ายไทยยื่นคำตอบแก้คำตอบของกัมพูชาภายในกำหนดเวลาที่เท่าเทียมกัน เมื่อจบกระบวนการข้างต้น ศาลฯ จึงจะนัดให้คู่กรณีฟังพิจารณาคดีด้วยวาจา
ฉะนั้น ในระยะนี้ ฝ่ายไทยจำเป็นต้องเตรียมการต่อสู้คดีในด้านอำนาจศาลฯ เป็นประเด็นแรก หากศาลฯ พิจารณาไม่รับฟ้องตั้งแต่ต้น เพราะขาดอายุความหรือขาดอำนาจพิจารณา ถือว่าสิ้นสุดคดีความเพียงนั้น หากศาลฯ พิจารณาแล้วลงข้อยุติว่ามีอำนาจพิจารณา และดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ไทยก็มีสิทธิ์เพิกเฉย ไม่ยอมขึ้นศาลฯ ดังเช่นหลายประเทศได้ปฏิบัติมาแล้ว
ในชั้นนี้ การเตรียมการต่อสู้จึงต้องเริ่มตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น ต้องกระทำการอย่างแยบยลและแนบเนียน และอย่าประมาทหรือเปิดเผยวิธีการต่อสู้ที่เป็นความลับให้คนชาติของคู่กรณีรู้ระแคะระคาย อนึ่ง การแต่งตั้งทนายต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะทนายต่างชาติว่าประเทศของบุคคลนั้นๆ มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเพียงใดกับคู่พิพาท อาทิ ฝรั่งเศส ซึ่งกัมพูชาเคยเป็นประเทศราชมาช้านาน ไทยพึงสำเหนียกไว้เสมอว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสโดยผ่านกัมพูชาซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิ์
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล
วันฉัตรมงคล (๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔)
————————————–
หมายเหตุ: แก้ไขปรับปรุงบทความครั้งล่าสุดเมื่อ ๘ พ.ค. ๒๕๕๔
แถลงการณ์ รวมพลังพี่น้องทั่วราชอาณาจักรไทยคัดค้านอำนาจศาลโลก วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555
การที่ประเทศไทยต้องเดินเข้าสู่อำนาจศาลโลก และจะต้องคอยรับฟังคำสั่งศาลในเวลาอีกประมาณ 3 เดือน ข้างหน้านี้ พี่น้องคนไทยคงรู้สึกฉงนจนต้องถามกันว่าจะเป็นความจำเป็นหรือ ข้อพิพาทเก่ายังค้างคาอยู่หรือ เลยอยากจะถามผู้บริหารบ้านเมืองว่า คดีปราสาทพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 มันจบไปแล้วหรือยัง
ข้อเท็จจริงที่ประชาชนทราบและตระหนักตลอดมา คือ ข้อพิพาทเก่าเรื่องคดีปราสาทพระวิหารระหว่างไทย-กัมพูชา มันจบไปแล้ว หากแต่เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 กัมพูชามากลับลำส่งคำฟ้องศาลโลก ตีเป็นประเด็นเรื่องเขตแดนอันเป็นการกระทำเกินขอบเขตของคำพิพากษาเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ตามหลักของกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ศาลโลกจึงย่อมไม่มีอำนาจที่จะเข้ามาตีความคำพิพากษาเดิมได้อีก เหตุผลดังกล่าวนี้ ยังไม่รวมถึงการที่ประเทศไทยถอนตัวออกจากภาคีศาลโลกแล้วตั้งแต่ปี 2505 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่การที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และหลอกลวงประชาชนไทยทั้งมวลในการนำพาประเทศเข้าสู่เขตอำนาจศาลโลก จนต่อมาในสมัยนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กระทำการต่อเนื่องยอมรับอำนาจศาลโลก ไม่หยุดยั้ง การเดินเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตัดสิน รวมทั้งแสดงท่าทียอมปฏิบัติตามคำสั่งและมาตรการชั่วคราวของศาลโลกอันไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบธรรมที่จะละเมิดต่ออธิปไตย เอกราชแห่งดินแดนและบูรณภาพของราชอาณาจักรไทยและประชาชาติไทย อันจะมีผลให้แระเทศไทยต้องสูญเสียพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทางบก อีกประมาณ 1.8 ล้านไร่ รวมทั้งสียดินแดนในพื้นที่อ่าวไทยอีกประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร อันเป็นพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นฐานทรัพยากรอันล้ำค่า ไม่ว่า ก๊าซ น้ำมัน การประมง ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ
การถอดรหัสหลักเขตที่ 73 อันเป็นหลักเขตแดนทางบกหรือเขตสุดท้ายและเป็นหลักอ้างอิงการกำหนดเขตแดนในทะเล พบว่ามีการร่วมขบวนการสมคบกันปล้นขุมทรัพย์อ่าวไทยของรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและกัมพูชา เพียงการมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ ที่จะยอมรับการกำหนดเขตทะเลแบบตามกฏเกณฑ์และมาตรฐานใหม่ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ศาลโลกมาเป็นเครื่องมือตัดสินโดยอ้างว่ายังมีเรื่องราวที่เป็นข้อพิพาททางประวัติศาสตร์กันมาอย่างซับซ้อนและยาวนาน
เจตนาของรัฐบาลขายชาติแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแห่งกัมพูชา สื่อให้เห็นความสกปรกหรือการไปศาลแบบมือไม่สะอาดของทั้งสองฝ่ายซึ่งห่างเหินความมีมนุษยธรรม กอปรด้วยจิตใจอำมหิตโหดร้าย จึงจัดฉากให้มีการปะทะกันด้วยกำลังทหารตามบริเวณชายแดน จนมีผลให้เกิดการอพยพและล้มตายของประชาชนและทหารชั้นผู้น้อยเพื่อเปิดฉากการเดินทางสู่ศาลโลก
การสมคบกันร่วมขบวนการโฉดและฉ้อฉลอันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรงและความปราศจากสันติสุขอย่างถาวรตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่มีฝ่ายใดนึกถึงหลักมนุษยธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักนิติธรรม ประชาชนเปรียบเสมือนหญ้าแพรกต้องแหลกราญแต่ฝ่ายเดียว สันติสุขไม่บังเกิด บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ทำมาหากินและฐานทรัพยากรธรรมชาติสูญสิ้นอย่างสิ้นเนื้อประดาตัว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างน้อยคือการกำหนดและความพอใจในสัญชาติไทยหรือความเป็นประชากรของประเทศไทยจะสูญหาย ประชาชนไทยไม่อาจอยู่นิ่งยอมให้ผู้มีอำนาจรัฐกระทำแก่ตนได้ วิธีการที่ง่ายและพอเหมาะแก่เวลาที่สุดวิธีหนึ่งคือ การร่วมลงชื่อคัดคานศาลโลก
จึงขอแรงพี่น้องทั่วราชอาณาจักรไทย รวมพลังกันลงชื่อ-นามสกุล และบอกเลขที่บัตรประชาชนไทย แสดงมติปวงชนชาวไทย คัดค้านอำนาจศาลโลกนับแต่วันนี้.
แนวร่วมคนไทยรักชาติ รักษาแผ่นดิน
ส่งมาที่ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
ลำดับที่ | ชื่อ-สกุล | เลขที่บัตรประชาชน |
1 | . | . |
2 | . | . |
3 | . | . |
4 | . | . |
5 | . | . |
6 | . | . |
7 | . | . |
8 | . | . |
9 | . | . |
10 | . | . |
11 | . | . |
12 | . | . |
13 | . | . |
14 | . | . |
15 | . | . |
16 | . | . |
17 | . | . |
18 | . | . |
19 | . | . |
20 | . | . |
21 | . | . |
22 | . | . |
23 | . | . |
24 | . | . |
25 | . | . |